วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรื่องของเต้านมคุณเเม่ตั้งครรภ์เเละหลังคลอด

บางทีคุณแม่หลายท่านอาจจะกำลังกังวลเกี่ยวกับเต้านมที่มี ลักษณะเปลี่ยนไปหลังจากคลอดน้อง  วันนี้ Admin เลยนำบทความเกี่ยวกับเรื่องของเต้านมคุณแม่มาฝากเพื่อเป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ

เต้านมจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือไม่

  • ช่วงตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเต้านม และจะมีเปลี่ยนแปลงไปอีกเมื่อมีการให้นมลูก
    แล้วในท้ายสุดหากคุณแม่หยุดให้นมลูกเต้านมจะเป็นอย่างไรนั้น เรามาดูคำถามต่างๆที่อยู่ในใจ
    คุณแม่กันดีกว่า

  • 1. ขนาดและรูปทรงเต้านมจะเปลี่ยนไปหรือไม่
        ช่วงระหว่างตั้งครรภ์และให้นมลูกนั้น โดยเฉลี่ยแล้วคุณแม่ส่วนมากทรวงอกจะใหญ่ขึ้น 2 คัพ หลังจากคลอดแล้วประมาณ 1 ปี ทรวงอกของคุณแม่จะกลับมามีขนาดประมาณเท่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความแตกต่างในคุณแม่แต่ละคน ส่วนของรูปทรงและ
    ความเต่งตึงนั้นส่วนใหญ่จะไม่กลับมาเท่าเดิมเหมือนก่อนตั้งครรภ์
  • 2. สีของหัวนมจะเป็นอย่างไร
        สีของหัวนมอาจจะไม่ขนาด กลับไปเป็นสีเดิมก่อนตั้งครรภ์ แต่จะค่อยๆจางลง ไม่คล้ำเท่าช่วงตั้งครรภ์

  • 3. วิธีปฎิบัติที่จะให้เต้านมกลับไปใกล้เคียงกับทรงเดิม
        เวลาที่คุณแม่พาลูกออกไปเดินเล่น ก็สามารถปฎิบัติตน เพื่อให้เต้านมกลับมากระชับได้เช่นเดิมได้ โดยเริ่มด้วยการเดินด้วยท่วงท่า ที่เหมาะสม จะช่วยในการให้เต้านมกลับมากระชับได้เช่นกัน รวมทั้งการรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน เช่น กุยช่ายซึ่งเป็น
    ผักที่ช่วยคืนความเต่งตึงให้กับผิวหนังได้

  • 4. การบริหารร่างกายเพื่อกระชับทรวงอก
        การปรับปรุงท่วงท่าให้เหมาะสมและถูกต้องจะช่วยทำให้ เต้านมที่หย่อนไปแล้ว มีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ การกระชับทรวงอกได้โดยเพียงทำตามข้อแนะนำง่ายๆที่ทำได้ ถึงแม้คุณแม่ไม่ค่อยมีเวลาก็สามารถปฎิบัติตามได้

  • ท่าบริหารร่างกายเพื่อทรวงอกกระชับ

    ท่าที่ 1 เอาฝ่ามือทั้งสองข้างกดลงที่ด้านหน้าของหน้าอก แล้วหายใจออกช้าๆพร้อมกับกดอย่างแรงโดยต้องให้น้ำหนักมือที่กดของแต่ละข้าง
    ออกแรงเท่าๆกันโดยออกแรงเข้าหาจุดศูนย์กลางค้างไว้ 10-20 วินาที ท่าที่ 2
    โน้มตัวไปข้างหน้า ยกดัมเบลขึ้นลง (หากไม่มีดัมเบลจะใช้ขวดน้ำพลาสติกที่ใส่น้ำเอาไว้ข้างในก็ได้) ท่าที่ 3
    นั่งลงบนพื้นแล้ววางมือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง เหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าแล้วพับขาอีกข้างหนึ่งไขว้ไว้ใต้ข้อพับเข่า
    ของข้างที่เหยียดออกไป พยุงลำตัวส่วนบนด้วยแขนทั้งสองข้าง ปล่อยคอและไหล่ตามสบาย หันหน้าอกขึ้นไปด้านหาเพดาน
    จากนั้นยกสะโพกเอียงเฉียงไปด้านหน้า งอลำตัวขึ้นไปด้านบนไปพร้อมกับยืดหน้าอก
        *จำนวนครั้งของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความแข็งแรง โดยหากทำไม่ไหวก็อย่าฝืน ให้ค่อยๆเริ่มจากน้อยไปมาก
    เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจะดีกว่า
        เพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ และเมื่อเปลี่ยนสถานภาพเป็นคุณแม่ ก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจกับรูปทรงของเต้านมที่เปลี่ยนไป
    แต่การเปลี่ยนแปลงของเต้านมนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าการเป็น”คุณแม่” จึงอย่าคิดว่าเป็นการ “เสียทรง” แต่ขอให้คิดว่า
    “เราเป็นแม่คนแล้ว” การที่เต้านมเปลี่ยนรูปทรงไปหลังคลอดนั้นย่อมเกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
    ไม่ได้เป็นเฉพาะเราเพียงคนเดียว จึงไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้


ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก   http://www.mamypoko.co.th/tip_deliver3.html
ขอขอบคุณรูปภาพจาก    http://www.kapook.com

เรื่องจริงของสมองลูก

เซลล์สมอง
การเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างเเข็งแรง ร่าเริงแจ่มใสและมีความฉลาดล้ำเป็นเลิศ คือสิ่งที่คุณแม่ทุกคนปรารถนา และโดยเฉพาะเรื่องความฉลาดของลูก หากคุณแม่เข้าใจการทำงานของสมองเด็ก จะพบว่าความสามารถในการเรียนรู้ของลูกนั้นสร้างได้ตั้งแต่แรกเกิด และมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก  ท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของสมองเด็กไว้ว่า “เด็ก ทุกคนเกิดมาพร้อมกับหนึ่งแสนล้านเซลล์สมอง ซึ่งทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายวงจรและสามารถเพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อ ถูกกระตุ้น ทั้งนี้การเชื่อมต่อสามารถเกิดได้สูงถึง 1,000 ล้านล้านครั้งในระยะเวลาแรกเกิดถึงห้าปีแรกของลูก ช่วงวัยนี้จึงเป็นระยะเวลาที่สำคัญที่สุดในการเรียนรู้ และเมื่อพ้นช่วงวัยนี้ไปแล้ว จะไม่มีการเพิ่มเซลล์สมอง แต่เป็นการพัฒนาโครงข่าย ส่วนเซลล์สมองที่ไม่ได้รับการกระตุ้นก็จะเสื่อมสลายไป ดังนั้นการสร้างทุกนาทีให้เป็นการเรียนรู้ของลูก (Non-Stop Learning) จึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันส่งเสริมในโอกาสทองนี้”
และสิ่งที่น่าสนใจ  7 เรื่องเกี่ยวกับสมองถัดไปนี้ จะช่วยให้คุณแม่เข้าใจแนวทางในการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเป็นอัจฉริยภาพของลูกน้อย
เอนฟา enfa สมอง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด

1.การสัมผัสและการหัวเราะช่วยพัฒนาสมอง

ช่วงแรกเกิดเป็นช่วงที่เส้นใยประสาทของลูกกำลังก่อตัว การกอด การสัมผัส สบตา รวมถึงพูดคุยกับลูก  ให้เค้ามีความสุข ได้หัวเราะ จะช่วยเพิ่มสารอ๊อกซิโตซินและเอนดอร์ฟินในสมอง ทำให้เป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ในการตรงกันข้าม มีผลสำรวจที่ค่อนข้างน่าตกใจว่า เด็กที่ไม่ค่อยได้เล่น ไม่ได้รับการสัมผัสจากพ่อแม่ จะมีสมองขนาดเล็กกว่าเด็กปกติ 20-30%

2.สมองเรียนรู้จากการเลียนแบบ

ในสมองของเด็กจะมีเซลล์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า “เซลล์สมองกระจกเงา” (Mirror Neuron) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ การสังเกต และเลียนแบบผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณแม่เป็นคนใฝ่รู้ ชอบอ่านหนังสือ ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองของลูก ส่งผลให้เค้าเป็นเด็กที่ชอบเรียนรู้ เช่นกัน เพราะสำหรับลูกน้อยแล้ว กระจกเงาการเรียนรู้ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือคุณแม่นั่นเอง

3.อารมณ์ส่งผลต่อศักยภาพในการเรียนรู้

ร่างกายของลูกช่างน่าอัศจรรย์  หากเค้ามีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารเคมีในสมองที่ช่วยกระตุ้นให้เรียนรู้และจดจำได้ดี ในทางกลับกัน หากคุณแม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ ทำให้เด็กมีความเครียดหรือซึมเศร้า อารมณ์เชิงลบทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้ของสมองลดลง
เอนฟา enfa สมอง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด 2

4.การเล่นช่วยพัฒนาความเป็นอัจฉริยะ

การเล่นกับลูก คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่คุณแม่จะช่วยสร้างความฉลาดให้ลูกน้อย เคล็ดลับอยูที่เลือกการเล่นให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย ประสบการณ์ที่ลูกน้อยได้จากการเล่น ทั้งการจับ การหยิบ การสัมผัส ล้วนส่งผลต่อการพัฒนาสมองในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นใยสมองและจุดเชื่อมต่อในสมองให้ทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาความเป็นอัจฉริยะของลูก

5.การอ่านหนังสือช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง

เมื่อเด็กอ่านหนังสือ เซลล์สมองจะมีการเชื่อมต่อและแตกแขนงออกไป เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาประสาทสัมผัสต่างๆ โดยเฉพาะทางตาและทางหู ส่งผลให้เด็กที่ชอบอ่านหนังสือมีความชาญฉลาดและสามารถเรียนรู้ได้อย่างดี เยี่ยม
เอนฟา enfa สมอง เรียนรู้ไม่สิ้นสุด 3

6.ขนาดสมองเท่ากันแต่ความฉลาดต่างกัน

ถ้าเปรียบเทียบสมองของเด็กสองคน แม้ว่าจะมีขนาดสมองเท่ากัน แต่กลับมีฉลาดแตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะปริมาณการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง คุณแม่สามารถส่งเสริมให้เซลล์สมองของลูกเกิดการเชื่อมต่อได้ตั้งแต่แรกเกิด ด้วยการให้นมแม่ เพราะนมแม่มีสารอาหารที่ดีต่อสมองอยู่มากมาย เช่น ดีเอชเอ รวมถึงการเลี้ยงดูที่เหมาะสมตามวัยและโภชนการที่สมบูรณ์

7.การคิดและการจดจำช่วยพัฒนาสมอง

ทุกครั้งที่สมองของลูกถูกกระตุ้นให้คิดแก้ปัญหา ทบทวนความจำ เซลล์สมองจะส่งผ่านกระแสไฟฟ้าภายในเซลล์สมองและสื่อผ่านไปยังเซลล์อื่นด้วย สารสื่อประสาททำให้การเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นในสมองแข็งแรงยิ่งขึ้น  และการคุยกับลูก การตั้งคำถาม ฝึกให้เค้ารู้จักคิด จึงเป็นการส่งเสริมความฉลาดของลูกที่คุณแม่สามารถทำได้ทุกวัน
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงทิพวรรณ หรรษคุณาชัย ได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า “ถ้า คุณแม่เข้าใจเรื่องการทำงานของสมองลูกรัก การสร้างทุกนาทีสู่การเรียนรู้ให้แก่ลูกน้อยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อ ไป  สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรดำเนินทุกกิจกรรมไปด้วยความรักและความสนุกสนาน เมื่อลูกสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความปรารถนาดี ลูกก็พร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับเราในทุกๆ นาทีค่ะ
 CR. เนื้อหาจาก http://th.theasianparent.com/
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลและความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้คุณแม่สามารถเรียนรู้เทคนิคสร้างทุกนาที สู่การเรียนรู้ไม่สิ้นสุดของลูกน้อยได้ที่ nonstoplearning.enfababy.com

วิธีเก็บรักษานมเเม่หลังปั๊มเสร็จเเล้ว





การเก็บรักษาน้ำนมแม่

วิธีเก็บรักษา
อายุในการเก็บรักษา
แช่ตู้เย็นทันทีหลังการปั๊มนม
หลังจากนำมาละลาย
แช่เย็นในอุณหภูมิ  0-4C/32-39F
วางไว้ในอุณหภูมิห้อง  <25C/77F
เมื่อน้ำนมแข็งแล้ว
แช่ช่องแข็งที่อุณหภูมิ  5-10C/41-50F
ละลายแล้วนำกลับมาแช่แข็งใหม่
                24 ชม.
                12 ชม.
                8 วัน
                6 ชม.
                6 เดือน
                3 วัน
                ไม่ควร

ข้อพึงระวัง

- ไม่ใช้ไมโครเวฟในการละลายน้ำนมแม่
- ไม่นำน้ำนมที่ละลายแล้วกลับมาแช่แข็งซ้ำ
- หากละลายแล้งยังไม่ได้ทานสามารถนำมาแช่เย็นก่อนเพื่อรับประทานมื้อถัดไปได้
- ไม่นำน้ำนมแม่ไปต้ม
- น้ำนมที่เหลือจากทานควรทิ้ง

http://bambigarden.com/collections/breastfeed/products/6-1-matella-5-150ml-50-matella-pre-sterilized-breastmilk-storage-bags?variant=14877620423


วิธีดูแลเมื่อลูก คันเหงือก ฟันน้ำนมเริ่มขึ้น



ฟันซี่แรกของลูกน้อยเริ่มมีฟันขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะต่อเนื่องไปจนอายุ 3 ขวบ แต่ทารกบางคนอาจเริ่มมีฟันขึ้นเร็วหรือช้ากว่านั้น เช่น ฟันขึ้นตอนอายุ 3 เดือน หรือเพิ่งขึ้นเมื่ออายุ 1 ขวบก็มีค่ะ โดยลูกจะมีพฤติกรรมที่แปลกไปเริ่มคันเหงือก น้ำลายไหล งอแง และบางทีก็จะชอบกัดของเล่น รับประทานอาหารได้น้อยลง บางคนก็มีไข้ขึ้นด้วย นั้นคือพฤติกรรมของลูกเมื่อฟันน้ำนมจะขึ้น


    วิธีดูแลเมื่อลูกคันเหงือก

1.    เวลาอาบน้ำคุณแม่ควรล้างมือให้สะอาด ใช้นิ้วนวดบริเวณเหงือกลูกเบาๆ
2.    ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นถูบริเวณรอบๆ ปาก และสามารถถูเหงือกเบาๆ ได้เพื่อทำความสะอาด
3.    หาของเล่นยางสำหรับเด็กกัดโดยเฉพาะให้ลูกได้กัดคลายความเจ็บและคันเหงือก
4.    หากเหงือกบวมแดง ลูกงอแงจนไข้ขึ้นให้รีบไปพบทันตแพทย์
5.    ทำอาหารนิ่มๆ ให้ลูกทาน เพราะลูกอาจจะรู้สึกเจ็บจนไม่อยากเคี้ยวอาหารได้


การดูแลอาการของเจ้าตัวเล็กที่ฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นไม่ใช้เรื่องยาก แค่หมั่นสังเกตอาการของลูกให้มากขึ้นเท่านั้นเองส่วนกิจกรรมอย่างอื่นก็สามารถทำได้ตามปกติ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเด็กบางคนก็อาจจะไม่รู้สึกหรือมีอาการเจ็บปวดเลย ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะงอแงเพราะอาการเจ็บเหงือกค่ะ

Cr : รักลูก

รวมวิธีกระตุ้นนมเเม่ infographic

 สร้างนำ้นมเพียงพอสำหรับคุณเเม่ทำงาน
CR : สสส
เคล็ดไม่ลับนำ้นมมาเร็ว
CR : สสส 

ทำอย่างไรให้มีนำ้นมเพียงพอ

CR : thaibrastfeeding.org 

 ดูเเลตนเองให้ไม่เครียดเมื่อให้นมลูก

CR : thaibrastfeeding.org 


ทำอย่างไรให้นำ้นมมาเร็วเเละเพียงพอ
CR : สสส


วิธีเอาลูกเข้าเต้าเเม่
CR : สสส 

4 วิธี ช่วยลูกเลิกเสพติดสมาร์ทโฟน




4 วิธี ช่วยลูกเลิกเสพติดสมาร์ทโฟน 

หากลูกวัย 7 ขวบ ร้องที่จะเล่นเกม หรือดูการ์ตูนในแท็บเล็ตสมาร์ทโฟนของคุณพ่อคุณแม่อยู่ตลอดเวลา หากลูกวัย 10 - 12 ขวบ สายตาจดจ้องอยู่กับแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ที่อยู่ในมือได้เป็นวัน ๆ โดยที่ไม่สนใจจะทำกิจกรรมอื่นเลย นั่นแสดงว่า ลูกของคุณกำลังเสพติดการเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนเข้าแล้ว คุณพ่อคุณแม่จะหยุดและแยกลูกจากเครื่องมือสื่อสารดังกล่าวนี้ได้อย่างไร เราลองมาดูกันนะคะ

สัญญาณเตือนว่าลูกเสพติดแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน คือ

1. เริ่มดื้อร้องไห้งอแงเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำกิจกรรมอื่น ๆ

2. ไม่อยากไปโรงเรียนแต่ต้องการอยู่บ้านเพื่อเล่นแท็บเล็ต หรือขอเอาแท็บเล็ต/สมาร์ทโฟนติดไปโรงเรียนด้วย

3. ไม่สามารถจะนั่งนิ่ง ๆ เมื่อเวลาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยขอมีแท็บเล็ต/สมาร์ทโฟนเป็นตัวช่วยวางไว้ตรงหน้าเสมอ นั่นคือ สัญญาณเริ่มต้นที่บอกให้รู้ว่าลูกของเราติดแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนแล้ว

ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้มีผู้ปกครองมากมายที่มักใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เป็นเสมือนพี่เลี้ยงเด็กโดยการเอามันใส่ไว้ในมือของลูกเมื่อไปที่ร้านอาหารหรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่กำลังยุ่งและไม่ต้องการให้ลูกมารบกวน

วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอเทคนิคการแยกลูกออกจากเครื่องมือสื่อสารดังกล่าว ดังนี้

1. เป็นแบบอย่างที่ดี เด็กเรียนรู้จากการมองดูมากกว่าการพูด ดังนั้น การปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกซึมซับพฤติกรรมเหล่านั้น เมื่อลูกเห็นตัวอย่างว่าคุณพ่อคุณแม่ใช้เวลาในการอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีประโยชน์มากกว่าการเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน ลูกก็จะเลียนแบบและทำตาม ดังนั้นในทุกช่วงเวลาของครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ควรกำจัดเครื่องมือสื่อสารออกไปและใช้เวลาพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับลูกจะดีกว่า

2. ทำกิจกรรมร่วมกับลูก ส่งเสริมให้ลูกได้ร่วมทำกิจกรรมกับโรงเรียน เช่น การเล่นกีฬา การเข้าร่วมวงดนตรี การเข้าร่วมชมรมศิลปะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้วก็ยังดีและมีคุณค่ากว่าการปล่อยให้ลูกใช้เวลาจมอยู่กับเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนทั้งวันโดยไม่ได้อะไรเลย
3. ออกกฎของบ้านและกำหนดเวลาชัดเจน คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ดูแลบ้านและสร้างกฎระเบียบต่าง ๆ ภายในครอบครัว โดยควรมีกฎชัดเจนว่าทุกคนในครอบครัวจะไม่เล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนตลอดเวลา โดยคุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาว่าลูกสามารถเล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนได้เวลาไหนและมากน้อยเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น ก่อนเวลาทานอาหารเย็นเราต้องเตือนลูกล่วงหน้าว่าจะถึงเวลาทานอาหารเย็นแล้วอีก 10 นาที ให้วางแท็บเล็ตลง การเตือนล่วงหน้าจะทำให้ลูกรู้จักการวางแผนและเรียนรู้การเคารพสิทธิส่วนบุคคลด้วย

4. ทำรหัสผ่าน เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และ สมาร์ทโฟน คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งรหัสไว้เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ลูกเข้าไปเล่นหรือดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ตามอำเภอใจ

นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในที่ที่ทุกคนสามารถจะมองเห็นได้ เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะทราบว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่และสามารถจะกำหนดเวลาได้ว่าลูกควรจะเล่นเวลาใดและนานแค่ไหน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การดูแลลูกโดยการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อ่านหนังสือนิทานด้วยกัน ทำอาหารด้วยกัน ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ด้วยกัน ออกไปท่องเที่ยวด้วยกัน ล้วนเป็นกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ อีกทั้งช่วยให้ลูกหยุดและลดการเล่นแท็บเล็ตสมาร์ทโฟนได้อย่างไม่ยากเลย

CR : สสส    

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

3 เทคนิคปั๊มนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า ช่วยกระตุ้นนมแม่

3 เทคนิคปั๊มนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า ช่วยกระตุ้นนมแม่
 


ว่าที่คุณแม่และคุณแม่ลูกอ่อนหลายคนอาจจะกำลังกังวลว่า ในแต่ละวันที่ให้นมแม่ เราควรจะปั๊มนมแม่อย่างไรดีให้มีนมสต็อกเผื่อไว้เวลาแม่ไม่อยู่ ควรจะปั๊มอย่างไรดีให้นมเกลี้ยงเต้าเพื่อให้ลูกได้ดื่มน้ำนมแม่แบบเต็มอิ่ม และป้องกันอาการคัดเต้าเมื่อลูกยังไม่ตื่นขึ้นมาดูดนมเอง การปั๊มนมแม่ให้เกลี้ยงเต้าไม่ใช่เรื่องยากค่ะ เรามีเทคนิคง่ายๆ มาแนะนำ และแอบกระซิบบอกด้วยเลยว่า การปั๊มนมให้เกลี้ยงเต้าจะยิ่งกระตุ้นกระบวนการสร้างนมแม่มากขึ้นด้วยนะคะ 3 เทคนิคปั๊มนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า ช่วยกระตุ้นนมแม่

ปั๊มนมแม่เทคนิคที่1: คุณแม่ควรปั๊มนมแม่ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง ไม่ควรปล่อยให้รู้สึกคัดเต้าหรือเจ็บเต้านม โดยควรมีกำหนดเวลาในการปั๊มนมที่แน่นอน การปั๊มนมตรงเวลาทุกๆ วันจะช่วยกระตุ้นการสร้างนมแม่ได้มากขึ้น และการปั๊มนมแม่ในแต่ละครั้งน้ำนมจะไหลดี ปั๊มนมแม่ได้เกลี้ยงเต้าค่ะ และสำหรับคุณแม่หลังคลอดควรปั๊มนมแม่ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด หรือรู้สึกไม่เจ็บแผลคลอดแล้ว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างนมแม่ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

 ปั๊มนมแม่เทคนิคที่ 2: คุณแม่ควรปั๊มนมแม่ให้หมดเป็นข้างๆ ไป โดยใช้เวลาในการปั๊มข้างละประมาณ 10-15 นาที ซึ่งเท่าๆ กับระยะเวลาที่ลูกดูดนมแม่จนเกลี้ยงเต้านั่นเองค่ะ หรือหากปั๊มถึง 15 นาทีแล้วยังมีน้ำนมไหลออกมาอยู่ ยังสามารถปั๊มต่อได้อีกประมาณ 5 นาที แต่ไม่ควรนานเกินไปเพราะคุณแม่จะเจ็บเต้านมได้ค่ะ

ปั๊มนมแม่เทคนิคที่ 3: คุณแม่ต้องจำไว้เสมอว่าจำนวนครั้งหรือความถี่ในการปั๊มนมแม่ สำคัญกว่าระยะเวลาในการปั๊มนมแต่ละครั้ง เพราะยิ่งปั๊มบ่อยจะยิ่งกระตุ้นนมแม่ได้ดี แต่การปั๊มนมครั้งละนานๆ (เกิน 10-15 นาที) ไม่ได้ช่วยให้นมแม่ออกมาก เพราะนมแม่อาจจะเกลี้ยงเต้าแล้ว ซึ่งจะอาจเจ็บเต้านม เส้นเลือดฝอยหรือหัวนมแม่แตก ทำให้การปั๊มครั้งต่อไปน้ำนมกลายเป็นสีชมพู ตัวอย่างความถี่ในการปั๊มนมแม่ เช่น ในช่วงแรกหลังคลอดควรปั๊มวันละ 8-10 ครั้งต่อวัน แล้วจึงค่อยๆ ลดความถี่ลงเหลือวันละ 5-8 ครั้งได้เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยอาหารเสริมค่ะ

 เคล็ดลับเลือกเครื่องปั๊มนมแม่ ตัวช่วยปั๊มนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า เครื่องปั๊มนมแม่มีทั้งแบบใช้มือปั๊มและแบบอัตโนมัติให้เลือกตามความชอบ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่มักเลือกแบบมือปั๊ม เพราะสามารถควบคุมแรงและจังหวะในการบีบปั๊มนมแม่ได้เอง ไม่เจ็บเต้า เครื่องปั๊มนมแม่ควรผลิตจากวัสดุปลอด BPA (Bisphenol A) ซึ่งจะปลอดสารพิษที่อันตรายต่อสุขภาพลูก เครื่องปั๊มนมแม่ควรกระชับพอดีกับเต้านมแม่ และบริเวณส่วนครอบเต้าควรทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่ม ป้องกันการกดทับเต้านมแม่ให้เจ็บ อย่างวัสดุจากซิลิโคน เป็นต้น เครื่องปั๊มนมแม่ควรมีขนาดพอดีมือคุณแม่เพื่อการจับ การกดปั๊มด้วยมือข้างเดียว ขอบคุณที่มา : momypedia